ข้อจำกัดของนิยามอุตสาหรรมแบบเดิมมักเน้นมุมมองฝั่ง Supply-Side หรือการจัดหมวดหมู่แบบ SIC Standard
.
🔥 ซึ่งมี Pain Point ได้แก่ :
(1) ยึดติดกับชนิดของ Product & Service เป็นหลัก ทำให้มองข้ามความต้องการที่แท้จริง (Demand Side) ของลูกค้า - ส่วนใหญ่เป็นนอกอุตสาหกรรม (Disruption)
(2) ละเลยบทบาทของสินค้าเสริม (Complementors) ซึ่งเป็นตัวส่งเสริมให้เกิด Networking effects
(3) แยกคู่แข่งเดิม ผู้เล่นหน้าใหม่ และสินค้าทดแทนออกจากกัน แต่ในความเป็นจริงผู้เล่นทุกกลุ่มเข้ามา Disrupt พร้อมกันผ่าน Disruptive Innovation
(4) มองตลาดเป็นภาพนิ่ง ไม่ได้นำปัจจัยความผันผวนของตลาด (Market Turbolnece) และความเสี่ยงในการข้ามผ่านช่วงการเติมโต (Crossing the Chasm) มาพิจารณา
.
✅Slater & Olson จึงได้เสนอแบบจำลอง Augmented Model สำหรับการวิเคราะห์อุตสาหกรรม
ประเมินปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อ 3 ด้านหลัก ได้แก่ :
1. อัตราการทำกำไร (Profitability)
2. ความเสี่ยง (Risk)
3. กำหนดกลยุทธ์ (Strategy)
.
📍 องค์ประกอบที่เราต้องวิเคราะห์ของ Augmented Model ได้แก่ :
(1) Sippliers (ผู้จำหน่ายวิตถุดิบ)
อำนาจในการต่อรอง และความสามารถในการทอบคุณค่าให้แก่ผู้ซื้อ
(2) Composite Competition (การแข่งขันแบบรวม)
รวม 3 แรงเดิมของ Porter คือ Direct Competition, Substitutes และ Potential Entrants วิเคราะห์ร่วมกันเพราะมีโอกาส Disruption พร้อมๆ กัน
(3) Market Growth (การเติบโตของตลาด)
อัตราการขยายของตลาด และ Demand
(4) Customers (ลูกค้า)
อำนาจการต่อรองของผู้ซื้อในการกดดันราคา หรือเรียกร้องประโยน์เพิ่มเติม ส่งผลต่อ Customer Royalty และผลตอบแทนของอุตสาหกรรม
(5) Market Turbulence (ความผันผวนของตลาด)
อัตราความรวดเร็ว และความไม่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลง : ความต้องการของผู้บริโภค, รูปแบบการแข่งขัน และการทดแทนทาง Technilogy
(6) Complementors (ผู้เติมเต็ม)
ผลิตสินค้าส่งเสริมกัน ช่วยสร้าง Network Effects
.
ลองนำไปใช้ในการวิเคราะห์อุตสาหกรรมเพิ่มเติมกันดูนะครับ
หวีงว่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนนักลงทุนไม่มากก็น้อยครับ 🥰
ลงทุนดิ